หลังจากที่หิ่งห้อยน้อยทำงานมาสักระยะหนึ่ง มีสมาชิกของทีมของเราก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งทีมทำงานหลักและทีมทำงานซัพพอร์ท แม้ว่าความคิดริเริ่มตั้งแต่แรก กลุ่มหิ่งห้อยน้อยจะไม่ได้ออกแบบมาให้มีทีมขนาดใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า การจัดการและบริหารงานทรัพยากรบุคคลและการทำงานภายใน มีความสำคัญอย่างมากไม่ต่างจากขั้นตอนของการวางแผนการทำงานและดำเนินการ และเมื่อเราทำงานร่วมกันมาได้สักพัก มีการเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาสังคมมากขึ้น ไม่นานมานี้ในทีมจึงมีการคุยกันเรื่องสไตล์การทำงานแบบชาวหิ่งห้อยน้อยที่เป็นแบบ made in da house ความคาดหวังเกี่ยวกับเป้าหมายการทำงานขององค์กร ทีม และส่วนตัว และหนึ่งในนั้น ก็มีเรื่องของ “ความขี้เกียจ” ของเรา จึงค่อย ๆ ผุดขึ้นมา เมื่อสมาชิกในทีมพูดเรื่องนี้ขึ้น เราในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งริเริ่มทำงานนี้ขึ้นมา เราก็ได้แบ่งปันว่า เราโอเคนะที่บางเวลา บางช่วง พวกเราจะขี้เกียจกัน เพราะเมื่อเราสังเกตตัวเองดี ๆ เราเองก็มีช่วงเวลาที่ขี้เกียจ และคนอื่น ๆ ในทีมก็อาจเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในสังคมส่วนใหญ่ “ความขี้เกียจ” ในพื้นที่ทำงานหรือในองค์กร มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี เป็นความรู้สึกเชิงลบ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนที่มีความรับผิดชอบ หรือคนที่อยากประสบความสำเร็จ และหลายคนก็เติบโตมากับความเชื่อที่ว่า คนขยันคือคนดี ส่วนคนขี้เกียจคือคนที่มีปัญหาแต่เมื่อเราเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง คลี่ออกมาดูหลาย ๆ ด้าน พวกเรากลับพบว่าหลายครั้ง สิ่งที่ถูกเรียกและตัดสินว่าเป็น “ความขี้เกียจ” นั้นอาจไม่ใช่ความขี้เกียจเลย
บางทีมันอาจเป็นความเหนื่อยล้าสะสมที่เราไม่ได้พักแบบดี ๆ ความรู้สึกท่วมท้นจากการที่เจอผู้คนจำนวนมาก ภาวะหมดไฟที่นักกิจกรรมทั้งหลายซึ่งมีขอบเขตไม่ชัดเจนต้องเผชิญ รวมทั้งความเศร้า ความเครียด ความโกรธเมื่อสิ่งที่ทำไม่เป็นธรรมหรือหมดหวังเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความรุนแรง การที่ชีวิตในช่วงเวลานั้นมีเรื่องให้รับมือมากเกินกว่าที่ร่างกายและจิตใจจะรับไหว บางครั้งมันอาจเกิดจากการที่ธรรมชาติของเราไม่ได้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการทำงานแบบกระแสหลัก ที่คาดหวังให้มนุษย์ต้องมีประสิทธิภาพ พร้อมทำงาน และพร้อมผลิตผลงานอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะรีบตัดสินตัวเองว่า “ขี้เกียจ” หรือรู้สึกผิดกับสิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่ เราจึงพยายามชวนกันกลับมาถามตัวเองก่อนว่า จริง ๆ แล้วเรากำลังต้องการอะไร เราเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า เรากำลังแบกอะไรอยู่ หรือมีอะไรในชีวิตที่ยังไม่ได้รับการดูแล
เมื่อมองลึกลงไป เราพบว่าความรู้สึกผิดจากการพักไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มันถูกผลิตซ้ำผ่านวัฒนธรรมการทำงานที่ยกย่องความเสียสละ การทำงานหนัก และการมีประสิทธิภาพเหนือความเป็นมนุษย์ จนหลายคนรู้สึกผิดทันทีเมื่อไม่มีแรง อยากพัก หรือไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่สังคมคาดหวัง ดังนั้นสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนกันจึงไม่ใช่การส่งเสริมให้ใครไม่ต้องรับผิดชอบงาน แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่สามารถพูดถึงความเหนื่อย ความไม่พร้อม และความขี้เกียจได้โดยไม่ถูกตัดสิน รวมถึงการชวนกันตั้งคำถามกับความคิด ความเชื่อ และคุณค่าบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกผิด ทั้ง ๆ ที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเอง
สำหรับเรา บทสนทนาแบบนี้ช่วยให้ทีมเล็ก ๆ ทีมนี้เคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยความไว้วางใจมากขึ้น ในเมื่องานของหิ่งห้อยน้อยเอง ก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่ต้องตอบสนองทุนนิยม มีเป้าหมายเพื่อตั้งคำถาม สร้างพื้นที่ปลอดภัย และสร้างสรรค์สิ่งที่อาจจะยังไม่เคยถูกพูดหรือถูกคิดถึงมาก่อน ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเหนื่อย ทีมของเรา รวมถึงเราเองก็พักได้ เวลาไหนที่เราขี้เกียจ เราก็พูดขึ้นมาตรง ๆ กับทุกคน การพักผ่อนไม่เห็นต้องกลายมาเป็นความรู้สึกผิด ตราบเท่าที่เรารู้ว่าเราอยู่ในสภาวะไหน เราดูแลตัวเองเพื่ออะไร ทุกคนที่รวมตัวกันทำงานตรงนี้จึงเป็นผู้นำที่รู้สึกขี้เกียจได้ ทุกคนก็สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยน และสะท้อนเรื่องเหล่านี้กับเราในฐานะคนทำงานที่มีความรู้สึก มีหัวใจได้เช่นกัน พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องแสร้งทำทีมที่ต้องเข้มแข็ง โปรดักทีฟตลอดเวลา หรือซ่อนความไม่ไหวเอาไว้เพียงเพื่อให้ดูเป็นคนทำงานสังคมที่สามารถสแตนด์บายรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ความโกรธ ความกดดัน ความเหนื่อยล้า ความหมดหวังหรือความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอสักทีกับงานที่ทำจึงต้องการที่ทางที่จะดูแลและเยียวยา
ปีนี้เป็นปีที่ 8 ของหิ่งห้อยน้อยแล้ว แม้ว่าในทีมของเราจะมีทรัพยากรด้านอื่น ๆ ไม่ได้มากมายตามอายุอย่างที่สังคมคาดหวังเกี่ยวกับความมั่นคงและการประสบความสำเร็จที่สอดคล้องกับอายุองค์กรแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เราค้นพบก็คือพวกเรามีทรัพยากรที่สำคัญมาก ๆ นั่นก็คือ ผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพ เป็นคนที่ทุ่มเทกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและเป็นคนที่ใส่ใจกับการพัก การดูแลตัวเองและทีม สิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเรามาก ๆ นั่นก็คือ เมื่อเราเริ่มสร้างวัฒนธรรมที่เปิดให้พูดเรื่องความเหนื่อย ความไม่พร้อม และความขี้เกียจได้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว คนที่เคยนิยามตัวเองว่าเป็นคนแอคทีฟ คนที่คุ้นชินกับการทำงานหนัก หรือคนที่มักผลักดันตัวเองจนสุดทาง ก็เริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกเหล่านี้กับโครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรมการทำงาน และความคาดหวังที่ถูกวางไว้เหนือชีวิตของเราได้ และน่าแปลกที่เมื่อความขี้เกียจถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย มันกลับค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการควบคุมเราไปโดยสิ้นเชิง
เราคิดว่าไม่ใช่เพราะทุกคนถูกบังคับให้ขยันขึ้น แต่เพราะทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองซึ่งกว้างขวางพอที่จะเป็นมนุษย์ มีพื้นที่ให้พักได้ มีพื้นที่ให้ยอมรับว่าตัวเองไม่ไหว และมีพื้นที่ให้กลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อพร้อม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หิ่งห้อยน้อยจึงพยายามทำงานด้วยวิธีที่รื้อถอนวัฒนธรรมเดิม ๆ ที่มองคุณค่าของมนุษย์ผ่านปริมาณงานที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว เราเป็นทีมที่ค่อนข้างดื้อ ค่อนข้างหัวขบถ เราตั้งคำถาม และไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม แม้ว่าคนในสังคมส่วนใหญ่จะยังมองไม่เห็นและมีสไตล์การทำงานที่แตกต่าง
ยิ่งเมื่อทีมได้เรียนรู้ผ่านการทำงานกับผู้คนที่เผชิญความรุนแรง การกดทับ และความเหลื่อมล้ำในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น เราก็ยิ่งเชื่อว่า คุณค่าของมนุษย์แต่ละคน ไม่ได้หายไปในวันที่เขาเหนื่อย ไม่พร้อม หรือไม่ได้ผลิตผลงานอะไรเลย สำหรับพวกเราการพัก การกลับไปเยียวยาตัวเองไม่ใช่ความล้มเหลว การรู้สึกว่าไม่ไหวไม่ใช่ความผิด การพักให้เต็มที่และการดูแลตัวเองไม่ใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ เพราะในตอนนี้พวกเราเชื่อมั่นว่าการดูแลกันและกันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากทำงานเสร็จ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เรากำลังสร้างและรื้อถอนอยู่ตั้งแต่ต้น







